.jpg)

การบริจาคเลือด เป็นอีกวิธีหนึ่งของการให้ ...
ไม่เจ็บอย่างที่คิดนะคะ ..
ถิงเคยบริจาคมา 2 ครั้งแล้ว ^^
ครั้งแรก .. ตอน ม.6 สภากาชาดมาที่โรงเรียนมงฟอร์ต อายุก็ 17 นิดๆ ^^
ที่จริงอยากบริจาคมานานแล้ว แต่เค้าให้อายุ 17 ปีขึ้นไป..
น้ำหนัก 45 กิโลกรัมขึ้นไป (น้ำหนักของเราได้แน่นอน !!555 )
ครั้งแรกของการทำสิ่งที่ไม่เคยทำ ทุกคนก็มักจะตื่นเต้นเสมอ..
ก่อนอื่น โทรไปขออนุญาตมะม๊าที่รักก่อน .. ม๊าก็โอเค บุญเยอะดีลูก ^^
ส่วนปะป๊าไม่ค่อยยอมเพราะใกล้สอบโควต้าเข้ามหาวิทยาลัย .. กลัวลูก error !!
เมื่อตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะบริจาคแล้ว .. เราไม่ทำคนเดียวแน่นอน !!
เราต้องแบ่งบุญให้เพื่อนๆที่รักทั้งกลุ่มแต่มีคนยอมบริจาคเปนเพื่อนเพียงคนเดียว คือ กล้วยไม้ *
เราทั้งสองเดินจับมือกันเข้าไป .. คุณป้าคะ .. หนูมาบริจาคเลือด ^____^
ป้าๆสภากาชาด ก็ให้กระดาษเรามา ..
กระดาษใบนั้นมีข้อความ .. ชื่อ จิดาภา นามสกุล ชาญวัฒนกิจ กรุ๊ปเลือด ..โอ
ส่วนสูง 173.5 น้ำหนัก XX !! (ประวัติพอสังเขป)
คุณได้บริจาคเลือดมาภายในระยะเวลา 3 เดือน .. ไม่
คุณอยู่ในช่วงมีประจำเดือน ..ไม่
คุณสัก ใช้สารเสพติด ภายในระยะเวลา 1 ปี .. ไม่
คุณน้ำหนักลดโดยไม่รู้สาเหตุ .. ไม่ (แต่อยากมาก ๕๕)
ก็มีข้อความให้เราสำรวจตัวเองประมาณนี้ พอกรอกเสร็จ ก็ส่งใบ ..
ป้าพยาบาลใจดีคนนึงก็ ตรวจเลือด ให้เรา ..
ตอนที่ป้าเขาตรวจ ..ตกใจมาก เพราะป้าเอาแท่งอะไรไม่รู้(คล้ายปากกา)มาทิ่มเข้าไปที่ปลายนิ้ว แล้วมีเสียง แต๊กกก !!!
เลือดก็ซึมออกมา ..ป้าพยาบาลก็เอาเลือดนั้นไปตรวจ แต่ไม่เจ็บเลยนะ เพราะเสียงเราเลยสะดุ้ง เสียวนิดๆ 555
.. กรุ๊ป โอ ค่ะ เลือดจม หมายความว่า ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ พร้อมบริจาค
แต่ถ้า เลือดลอย หมายความว่า พักผ่อนไม่เพียงพอ ร่างกายไม่แข็งแรง นอนน้อย
เตรียมขึ้นเขียง ..เอาแล้ววว !!! กำลังใจหายหมด กล้วยไม้ก็ไปอยู่อีกเตียง เพื่อนๆคนอื่นก็เรียนหนังสืออยู่ ..
พอขึ้นเตียง .. พี่เทคนิคการแพทย์รูปหล่อ ก้พูดขึ้นมาว่า .. น้องพร้อมยังครับ !!
(อย่างนี้สิ .. กำลังใจค่อยมาหน่อย หุหุ).. พร้อมค่ะ !!! ^^
.. พี่รูปหล่อก็เอาสายยางมารัดที่ต้นแขน พร้อมลูกบอลน้อย 1 ลูกให้บีบ เตรียมเข็ม (ประมาณหลอดยาคูลท์)ได้ !!
พี่คะ.. หาเส้นเลือดหนูดีๆนะ คุณหมอเคยบอกเส้นเลือดหนูหายาก ขอเจาะครั้งเดียวพอนะ !! โวยวายเต็มที่ ๕๕
ครับ ครับ ครับ บีบลูกบอลนะ ๆ พี่รูปหล่อก็ใช้แอลกอฮอล์เช็ดๆที่บริเวณเส้นเลือดอยู่ นี่ไงเจอแล้ววว ... นั่น !!
เข็มมาแล้วว .. ปิดตาทันที !!! ปีศาจในคราบพี่รูปหล่อ .. อย่าเกรงแขนนะครับ เดี๋ยวเข็มจะหัก !!
จื๊ดดดดดดด .. มดกัด มดกัด มดกัด ^________________________________^
(ไม่เจ็บก้ไม่ใช่ เจ็บก็ไม่เชิงนะ ) ระหว่างนั้นก็นอนบีบลูกบอลไป ๆ ๆ เวลาประมาณ 5 นาที เลือดก็เต็มถุง 300 ซีซี
พี่ปีศาจก็เดินมาตัดสาย เอาเข็มออก เสียววอะ !!! แต่ก็ไม่เจ็บอีกก
เสร็จแล้วครับ .. น้องนอนพักก่อนนะ เดี๋ยวหน้ามืด ^^
นอนค่ะนอน ^^ นอนวิ๊ง ๆประมาณ 5 นาที
พอลุกขึ้นเดินก็โอเค .. น้องครับ มี นม น้ำหวาน ขนม ทานได้ตามสบายเลยนะ (มีของกิน บริการด้วย ^^)
เอ๊ะ !! กล้วยไม้อยู่ไหน ? เพื่อนบอกว่า .. กล้วยไม้บริจาคเลือดเสร็จเข้าห้องพยาบาลต่อเลย ..เพราะเป็นลม 555
(เราเอาเพื่อนมา ทรมาน รึเปล่า ?)
การบริจาคเลือดครั้งนี้ มีความสุขมาก สนุกดี ตื่นเต้น แล้วก็กำลังใจดี หุหุ ^^
ครั้งที่ 2 .. เมื่อไม่นานมานี้เอง เป็นงานของคณะบริหารร่วมกับสภากาชาดจัดที่ มหาวิทยาลัยพายัพ
ครั้งนี้รู้สึกชิลมาก ^^ เดินไปตอนเที่ยง 1 รอบ กับนุ่น นุ่นอยากบริจาคมาก เธอคนนี้ตัวเล็กใจใหญ่ 555
แต่นุ่นไปสักมารุ่นพี่บอกบริจาคไม่ได้ ..อีกอย่างตอนนั้นเขาพักกินข้าวกันอยู่
พอบ่าย 2 เรียน อีคอนเสร็จ เดินไปอีกรอบครั้งนี้ไป กับพุย กับมิ้ว จำได้เลย ..
พุยกลัวมากก ไม่กล้าเข้าใกล้บริเวณนั้นเลย ทำหน้าซีดตั้งแต่บอกให้เดินไปส่งแล้ว 5555
มิ้วนี้ กล้าๆ กลัว ๆ ทำเพื่อเพื่อน .. ขอบใจมากนะจ๊ะ ที่ให้บิดตอนเขาเจาะเลือดด ^^
(แกจะร้องไห้อยู่แล้ว เค้าจำได้ 555) ครั้งนี้ไม่รู้สึกเพลียหรือ หน้ามืดเลย .. เก่งมั้ย !!! ;)
สุขภาพดีด้วยการบริจาคโลหิต
การบริจาคเลือด นอกจากความภูมิใจที่ได้แบ่งปันและช่วยเหลือผู้อื่นโดยทางอ้อมแล้ว เชื่อไหมว่าการบริจาคเลือดยังช่วยให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงขึ้นอีกทางหนึ่งด้วย วันนี้กิ๊ฟจึงนำประโยชน์ของการบริจาคเลือดที่ทุกคนอาจไม่เคยรู้มาฝากค่ะ ลองอ่านดูนะคะ อาจทำให้คุณอยากไปบริจาคเลือดบ้างก็ได้
เลือด ประกอบด้วยพลาสมา (น้ำเหลือง) และเม็ดเลือด คิดเป็น 8 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัว คือ 5-6 ลิตรสำหรับผู้ชาย และ 4-5 ลิตรสำหรับผู้หญิง หรือประมาณ 17-18 แก้วน้ำ ไขกระดูกเป็นอวัยวะตั้งต้นที่ทำหน้าที่สร้างเม็ดเลือด 3 ชนิด อันได้แก่ เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด เพื่อทำหน้าที่แตกต่างกันไปในร่างกาย เม็ดเลือดแต่ละชนิดจะมีอายุการทำงานที่ชัดเจนคือ เม็ดเลือดแดงมีอายุ 120 วัน เม็ดเลือดขาวและเกล็ดเลือดมีอายุ 5-10 วัน เมื่อถึงเวลาที่กำหนด เม็ดเลือดจะถูกทำลาย และขับถ่ายออกมาในรูปของเหงื่อ ปัสสาวะ และอุจจาระ หลังจากนั้นไขกระดูกจึงสร้างเซลล์เม็ดเลือดชุดใหม่ขึ้นมาทดแทนได้โดยไม่มีวันหมด ปริมาณเลือดที่มีในร่างกายเป็นปริมาณที่ถูกสร้างขึ้นมาให้เกินกว่าความต้องการใช้ที่แท้จริง เพราะร่างกายต้องการใช้เพียง 15-16 แก้วน้ำเท่านั้น ส่วนเลือดอีก 2-3 แก้วน้ำเป็นปริมาณสำรองเพื่อรองรับเหตุการณ์ฉุกเฉิน ดังนั้นการบริจาคเลือดซึ่งนำเลือดออกมาประมาณ 350-450 มิลลิลิตร จึงเป็นการนำเลือดสำรองออกมาโดยไม่ก่อให้เกิดอันตรายใดๆ แก่ร่างกาย เพราะไขกระดูกจะสร้างเลือดขึ้นมาทดแทนปริมาณที่ถูกถ่ายเทออกไปทำให้เกิดประโยชน์โดยทางอ้อมคือ
- ร่างกายได้เม็ดเลือดใหม่ ซึ่งแข็งแรงและทำงานได้มีประสิทธิภาพกว่า ทำให้เม็ดเลือดแดงลำเลียงออกซิเจนได้เต็มที่ เม็ดเลือดขาวทำลายสิ่งแปลกปลอมได้ดีขึ้น และเกล็ดเลือดซ่อมแซมรอยฉีกขาดในร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
- กระตุ้นการทำงานของไขกระดูก เปรียบเหมือนการออกกำลังกายให้กับไขกระดูกได้ทำงานดีขึ้น
- ได้ตรวจสุขภาพทางอ้อม เพราะเมื่อมีการได้รับเลือดแล้ว ทางสภากาชาดจะต้องตรวจความสมบูรณ์ของเลือด ตรวจหาภาวะติดเชื้อต่างๆ เท่ากับผู้บริจาคได้รู้ภาวะสุขภาพของตนเองในขณะนั้นด้วย
- ลดความเสี่ยงโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน การวิจัยในประเทศฟินแลนด์พบว่า การบริจาคโลหิตช่วยลดความเสี่ยงโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันในเพศชายได้ถึง 88 เปอร์เซ็นต์ เพราะโรคนี้มีความสัมพันธ์กับปริมาณธาตุเหล็กที่สะสมในร่างกาย หากมีสะสมมาก โอกาสเสี่ยงย่อมสูง เนื่องจากธาตุเหล็กส่งผลให้ไขมันทำปฏิกิริยาออกซิเจน จนหลอดเลือดตีบและกลายเป็นอาการกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน การบริจาคเลือดจึงช่วยให้ร่างกายลดภาวการณ์ สะสมธาตุเหล็ก ซึ่งเท่ากับลดความเสี่ยงโรคหัวใจลงด้วยนั่นเอง การบริจาคเลือดทุก 3 เดือน จึงเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่จะช่วยให้คุณมีสุขภาพดีขึ้นได้ด้วยตนเอง
รู้อย่างนี้แล้ว อย่าลืมไปช่วยกันบริจาคโลหิตนะคะ นอกจากจะได้บุญแล้ว ยังทำให้สุขภาพของเราดีขึ้นอีกด้วย
ที่มา : ขอบคุณสำหรับข้อมูลที่เป็นประโยชน์ค่ะ
http://www.drug2home.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=575427&Ntype=2
ขั้นตอนการบริจาคโลหิต
การบริจาคโลหิต คือการเก็บโลหิตจากผู้มีความประสงค์จะบริจาค แล้วนำโลหิตดังกล่าว ผ่านขบวนการคัดกรอง หากมีคุณสมบัติที่ดีจะถูกนำไปเก็บใน ธนาคารโลหิต หรือส่งไปยังโรงพยาบาลต่างๆ เพื่อนำออกมาใช้ในยามฉุกเฉิน
การบริจาคโลหิต สามารถทำได้ทุกๆ 3 - 4 เดือน ตามความเหมาะสมของสภาพร่างกายของบุคคลที่จะบริจาค ซึ่งผู้บริจาคจะต้องมีคุณสมบัติ ประกอบกับสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ซึ่งมีหน่วยเคลื่อนที่บริการในการรับบริจาคโลหิต หรือสามารถบริจาคได้ที่ศูนย์รับบริจาคประจำจังหวัด ของสภากาชาดไทย
เตรียมตัวก่อนบริจาคโลหิต
เพื่อที่ผู้บริจาค จะไม่ต้องเสียเวลาโดยไม่จำเป็น ในการรอบริจาค ผู้บริจาคควรสำรวจตนเองว่า มีคุณสมบัติเพรียบพร้อมสำหรับการบริจาคหรือไม่ ซึ่งผู้บริจาค ควรมีคุณสมบัติต่างๆ ดังนี้
เป็นผู้มีอายุระหว่าง 17 - 60 ปี
มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง น้ำหนักตั้งแต่ 45 กิโลกรัมขึ้นไป
ไม่มีประวัติการเป็นโรคมาลาเรีย ในระยะ 3 ปี
ไม่มีประวัติเป็นโรคตับอักเสบ หรือดีซ่าน ตัวเหลือง ตาเหลือง
ผู้หญิง ไม่อยู่ในระยะประจำเดือน หรือ มีครรภ์
ไม่ควรบริจาคหลังทำการผ่าตัด ในระยะ 6 เดือน
ผู้เคยรับโลหิตงดบริจาค 1 ปี
งดสูบบุหรี่ก่อนบริจาค 12 ชั่วโมง
ไม่ทานยาแก้อักเสบก่อนบริจาค 1 สัปดาห์
ไม่ได้รับเลือดจากผู้อื่นมาระยะ 6 เดือน
ไม่ได้รับวัคซีนภายใน 14 วัน เซรุ่มภายใน 1 ปี
ไม่ได้มีสัมพันธ์กับบุคคลอื่นที่มิใช่คู่สมรส
มีการนอนหลับสนิท ไม่ต่ำกว่า 6 ชั่วโมง
ไม่มีโรคประจำตัวที่เสี่ยงต่อการเกิดอันตรายต่อการบริจาคโลหิต เช่น กามโรค โรคติดเชื้อต่าง ๆ ไอเรื้อรัง ไอมีโลหิต โลหิตออกง่ายผิดปกติ หยุดยาก โรคเลือดชนิดต่าง ๆ โรคหอบหืด โรคภูมิแพ้ โรคลมชัก โรคผิวหนังเรื้อรัง โรคหัวใจ โรคไต โรคเบาหวาน โรคไทรอยด์ มะเร็ง หรือโรคอื่นๆ
ไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศสัมพันธ์ หรือสำส่อนทางเพศ ได้แก่ ท่านหรือคู่สมรสของท่าน เคยมีเพศสัมพันธ์กับหญิงหรือชาย ที่ขายบริการทางเพศ หรือ มีเพศสัมพันธ์แบบชายรักชาย
ไม่ทำการเจาะหู สัก ลบรอยสัก ฝังเข็มในช่วงเวลา 1 ปีที่ผ่านมา
ไม่มีประวัติติดยาเสพติด หรือเคยเป็นผู้ที่เสพยาเสพติดโดยใช้เข็มฉีดยา
ไม่เป็นผู้ติดเชื้อเอดส์
สตรีไม่อยู่ในระหว่างมีประจำเดือน ตั้งครรภ์หรือ ให้นมบุตร และไม่มีการคลอดบุตรหรือแท้งบุตรภายใน 6 เดือนที่ผ่านมา
งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ อย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนบริจาค
รับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง และยาธาตุเหล็กเพิ่ม
การบริจาค
เมื่อถึงหน่วยบริจาครับบริจาคโลหิต จะมีผู้เชี่ยวชาญหรือเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน นำใบกรอกเพื่อเขียนประวัติของผู้บริจาคและเซ็นชื่อยินยอม และยอมรับว่าข้อมูลทั้งหมดเป็นความจริง
เมื่อกรอกเรียบร้อยจะถึงขั้นตอนการวัดความดัน และตรวจโลหิตขั้นต้น เพื่อคัดกรองโลหิตในขั้นต้น และเพื่อความปลอดภัยของผู้บริจาคเอง
หลังจากนั้นผู้บริจาคจะถูกพามานอนบนเตียงบริจาคเพื่อเจาะเข็มเข้าเส้นเลือด เพื่อนำโลหิตใส่ยังถุงโลหิต เป็นจำนวน 350 - 450 มิลลิลิตร เจ้าหน้าที่นำเข็มเจาะออก ควรนอนพักเพื่อปรับสภาพสักครู่
เมื่อลุกออกจากเตียง ควรรับอาหารว่าง ที่ทางหน่วยบริการจัดเตรียมไว้ ซึ่งหลักๆ ได้แก่ น้ำหวาน (น้ำแดง) และ ขนมที่ทำมีธาตุเหล็ก พร้อมทั้งรับ ธาตุเหล็กกลับไปรับประทาน
การปฏิบัติตัวหลังการบริจาค
หลังจากการบริจาคโลหิตแล้ว ผู้บริจาคควรปฏิบัติตนหลังการบริจากตามคำแนะนำ เพื่อประโยชน์ของผู้บริจาคเอง ดังนี้
ดื่มน้ำมากกว่าปกติหลังบริจาคเป็นเวลา 2 วัน
งดออกกำลังกายที่ต้องเสียเหงื่อหลังการบริจาค หลีกเลี่ยงการทำซาวน่า
ผู้บริจาคโลหิตที่ทำงานใช้แรง หรือใช้กำลังมาก ควรหยุดพักหนึ่งวัน
รับประทานยาธาตุเหล็กที่ได้รับวันละ 1 เม็ด เพื่อป้องกันการขาดธาตุเหล็ก
หลีกเลี่ยงการใช้กำลังแขนข้างที่เจาะ เป็นเวลา 12 ชั่วโมง
ประโยชน์ของการบริจาคโลหิต
ได้รับความภาคภูมิใจ ในการบริจาค
ได้รับทราบหมู่โลหิตของตนเองในระบบ ABO และ ระบบ RH
เสมือนได้รับการตรวจสุขภาพร่างกาย เนื่องจาก โลหิตที่ได้รับบริจาค ต้องผ่านกระบวนการในห้องปฏิบัติการ หากเป็นโรคร้ายแรง ทางสภากาชาดจะส่งเอกสารข้อมูลไปยังที่อยู่ที่ลงทะเบียนไว้
ช่วยชีวิตผู้อื่นที่ต้องการเลือด เป็นการใช้ชีวิตต่อชีวิต
ขอบคุณข้อมูลจากสภากาชาด
คุณอยากบริจาคโลหิต กันรึยังคะ?
ไม่เจ็บอย่างที่คิดนะคะ ..
ถิงเคยบริจาคมา 2 ครั้งแล้ว ^^
ครั้งแรก .. ตอน ม.6 สภากาชาดมาที่โรงเรียนมงฟอร์ต อายุก็ 17 นิดๆ ^^
ที่จริงอยากบริจาคมานานแล้ว แต่เค้าให้อายุ 17 ปีขึ้นไป..
น้ำหนัก 45 กิโลกรัมขึ้นไป (น้ำหนักของเราได้แน่นอน !!555 )
ครั้งแรกของการทำสิ่งที่ไม่เคยทำ ทุกคนก็มักจะตื่นเต้นเสมอ..
ก่อนอื่น โทรไปขออนุญาตมะม๊าที่รักก่อน .. ม๊าก็โอเค บุญเยอะดีลูก ^^
ส่วนปะป๊าไม่ค่อยยอมเพราะใกล้สอบโควต้าเข้ามหาวิทยาลัย .. กลัวลูก error !!
เมื่อตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะบริจาคแล้ว .. เราไม่ทำคนเดียวแน่นอน !!
เราต้องแบ่งบุญให้เพื่อนๆที่รักทั้งกลุ่มแต่มีคนยอมบริจาคเปนเพื่อนเพียงคนเดียว คือ กล้วยไม้ *
เราทั้งสองเดินจับมือกันเข้าไป .. คุณป้าคะ .. หนูมาบริจาคเลือด ^____^
ป้าๆสภากาชาด ก็ให้กระดาษเรามา ..
กระดาษใบนั้นมีข้อความ .. ชื่อ จิดาภา นามสกุล ชาญวัฒนกิจ กรุ๊ปเลือด ..โอ
ส่วนสูง 173.5 น้ำหนัก XX !! (ประวัติพอสังเขป)
คุณได้บริจาคเลือดมาภายในระยะเวลา 3 เดือน .. ไม่
คุณอยู่ในช่วงมีประจำเดือน ..ไม่
คุณสัก ใช้สารเสพติด ภายในระยะเวลา 1 ปี .. ไม่
คุณน้ำหนักลดโดยไม่รู้สาเหตุ .. ไม่ (แต่อยากมาก ๕๕)
ก็มีข้อความให้เราสำรวจตัวเองประมาณนี้ พอกรอกเสร็จ ก็ส่งใบ ..
ป้าพยาบาลใจดีคนนึงก็ ตรวจเลือด ให้เรา ..
ตอนที่ป้าเขาตรวจ ..ตกใจมาก เพราะป้าเอาแท่งอะไรไม่รู้(คล้ายปากกา)มาทิ่มเข้าไปที่ปลายนิ้ว แล้วมีเสียง แต๊กกก !!!
เลือดก็ซึมออกมา ..ป้าพยาบาลก็เอาเลือดนั้นไปตรวจ แต่ไม่เจ็บเลยนะ เพราะเสียงเราเลยสะดุ้ง เสียวนิดๆ 555
.. กรุ๊ป โอ ค่ะ เลือดจม หมายความว่า ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ พร้อมบริจาค
แต่ถ้า เลือดลอย หมายความว่า พักผ่อนไม่เพียงพอ ร่างกายไม่แข็งแรง นอนน้อย
เตรียมขึ้นเขียง ..เอาแล้ววว !!! กำลังใจหายหมด กล้วยไม้ก็ไปอยู่อีกเตียง เพื่อนๆคนอื่นก็เรียนหนังสืออยู่ ..
พอขึ้นเตียง .. พี่เทคนิคการแพทย์รูปหล่อ ก้พูดขึ้นมาว่า .. น้องพร้อมยังครับ !!
(อย่างนี้สิ .. กำลังใจค่อยมาหน่อย หุหุ).. พร้อมค่ะ !!! ^^
.. พี่รูปหล่อก็เอาสายยางมารัดที่ต้นแขน พร้อมลูกบอลน้อย 1 ลูกให้บีบ เตรียมเข็ม (ประมาณหลอดยาคูลท์)ได้ !!
พี่คะ.. หาเส้นเลือดหนูดีๆนะ คุณหมอเคยบอกเส้นเลือดหนูหายาก ขอเจาะครั้งเดียวพอนะ !! โวยวายเต็มที่ ๕๕
ครับ ครับ ครับ บีบลูกบอลนะ ๆ พี่รูปหล่อก็ใช้แอลกอฮอล์เช็ดๆที่บริเวณเส้นเลือดอยู่ นี่ไงเจอแล้ววว ... นั่น !!
เข็มมาแล้วว .. ปิดตาทันที !!! ปีศาจในคราบพี่รูปหล่อ .. อย่าเกรงแขนนะครับ เดี๋ยวเข็มจะหัก !!
จื๊ดดดดดดด .. มดกัด มดกัด มดกัด ^________________________________^
(ไม่เจ็บก้ไม่ใช่ เจ็บก็ไม่เชิงนะ ) ระหว่างนั้นก็นอนบีบลูกบอลไป ๆ ๆ เวลาประมาณ 5 นาที เลือดก็เต็มถุง 300 ซีซี
พี่ปีศาจก็เดินมาตัดสาย เอาเข็มออก เสียววอะ !!! แต่ก็ไม่เจ็บอีกก
เสร็จแล้วครับ .. น้องนอนพักก่อนนะ เดี๋ยวหน้ามืด ^^
นอนค่ะนอน ^^ นอนวิ๊ง ๆประมาณ 5 นาที
พอลุกขึ้นเดินก็โอเค .. น้องครับ มี นม น้ำหวาน ขนม ทานได้ตามสบายเลยนะ (มีของกิน บริการด้วย ^^)
เอ๊ะ !! กล้วยไม้อยู่ไหน ? เพื่อนบอกว่า .. กล้วยไม้บริจาคเลือดเสร็จเข้าห้องพยาบาลต่อเลย ..เพราะเป็นลม 555
(เราเอาเพื่อนมา ทรมาน รึเปล่า ?)
การบริจาคเลือดครั้งนี้ มีความสุขมาก สนุกดี ตื่นเต้น แล้วก็กำลังใจดี หุหุ ^^
ครั้งที่ 2 .. เมื่อไม่นานมานี้เอง เป็นงานของคณะบริหารร่วมกับสภากาชาดจัดที่ มหาวิทยาลัยพายัพ
ครั้งนี้รู้สึกชิลมาก ^^ เดินไปตอนเที่ยง 1 รอบ กับนุ่น นุ่นอยากบริจาคมาก เธอคนนี้ตัวเล็กใจใหญ่ 555
แต่นุ่นไปสักมารุ่นพี่บอกบริจาคไม่ได้ ..อีกอย่างตอนนั้นเขาพักกินข้าวกันอยู่
พอบ่าย 2 เรียน อีคอนเสร็จ เดินไปอีกรอบครั้งนี้ไป กับพุย กับมิ้ว จำได้เลย ..
พุยกลัวมากก ไม่กล้าเข้าใกล้บริเวณนั้นเลย ทำหน้าซีดตั้งแต่บอกให้เดินไปส่งแล้ว 5555
มิ้วนี้ กล้าๆ กลัว ๆ ทำเพื่อเพื่อน .. ขอบใจมากนะจ๊ะ ที่ให้บิดตอนเขาเจาะเลือดด ^^
(แกจะร้องไห้อยู่แล้ว เค้าจำได้ 555) ครั้งนี้ไม่รู้สึกเพลียหรือ หน้ามืดเลย .. เก่งมั้ย !!! ;)
สุขภาพดีด้วยการบริจาคโลหิต
การบริจาคเลือด นอกจากความภูมิใจที่ได้แบ่งปันและช่วยเหลือผู้อื่นโดยทางอ้อมแล้ว เชื่อไหมว่าการบริจาคเลือดยังช่วยให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงขึ้นอีกทางหนึ่งด้วย วันนี้กิ๊ฟจึงนำประโยชน์ของการบริจาคเลือดที่ทุกคนอาจไม่เคยรู้มาฝากค่ะ ลองอ่านดูนะคะ อาจทำให้คุณอยากไปบริจาคเลือดบ้างก็ได้
เลือด ประกอบด้วยพลาสมา (น้ำเหลือง) และเม็ดเลือด คิดเป็น 8 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัว คือ 5-6 ลิตรสำหรับผู้ชาย และ 4-5 ลิตรสำหรับผู้หญิง หรือประมาณ 17-18 แก้วน้ำ ไขกระดูกเป็นอวัยวะตั้งต้นที่ทำหน้าที่สร้างเม็ดเลือด 3 ชนิด อันได้แก่ เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด เพื่อทำหน้าที่แตกต่างกันไปในร่างกาย เม็ดเลือดแต่ละชนิดจะมีอายุการทำงานที่ชัดเจนคือ เม็ดเลือดแดงมีอายุ 120 วัน เม็ดเลือดขาวและเกล็ดเลือดมีอายุ 5-10 วัน เมื่อถึงเวลาที่กำหนด เม็ดเลือดจะถูกทำลาย และขับถ่ายออกมาในรูปของเหงื่อ ปัสสาวะ และอุจจาระ หลังจากนั้นไขกระดูกจึงสร้างเซลล์เม็ดเลือดชุดใหม่ขึ้นมาทดแทนได้โดยไม่มีวันหมด ปริมาณเลือดที่มีในร่างกายเป็นปริมาณที่ถูกสร้างขึ้นมาให้เกินกว่าความต้องการใช้ที่แท้จริง เพราะร่างกายต้องการใช้เพียง 15-16 แก้วน้ำเท่านั้น ส่วนเลือดอีก 2-3 แก้วน้ำเป็นปริมาณสำรองเพื่อรองรับเหตุการณ์ฉุกเฉิน ดังนั้นการบริจาคเลือดซึ่งนำเลือดออกมาประมาณ 350-450 มิลลิลิตร จึงเป็นการนำเลือดสำรองออกมาโดยไม่ก่อให้เกิดอันตรายใดๆ แก่ร่างกาย เพราะไขกระดูกจะสร้างเลือดขึ้นมาทดแทนปริมาณที่ถูกถ่ายเทออกไปทำให้เกิดประโยชน์โดยทางอ้อมคือ
- ร่างกายได้เม็ดเลือดใหม่ ซึ่งแข็งแรงและทำงานได้มีประสิทธิภาพกว่า ทำให้เม็ดเลือดแดงลำเลียงออกซิเจนได้เต็มที่ เม็ดเลือดขาวทำลายสิ่งแปลกปลอมได้ดีขึ้น และเกล็ดเลือดซ่อมแซมรอยฉีกขาดในร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
- กระตุ้นการทำงานของไขกระดูก เปรียบเหมือนการออกกำลังกายให้กับไขกระดูกได้ทำงานดีขึ้น
- ได้ตรวจสุขภาพทางอ้อม เพราะเมื่อมีการได้รับเลือดแล้ว ทางสภากาชาดจะต้องตรวจความสมบูรณ์ของเลือด ตรวจหาภาวะติดเชื้อต่างๆ เท่ากับผู้บริจาคได้รู้ภาวะสุขภาพของตนเองในขณะนั้นด้วย
- ลดความเสี่ยงโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน การวิจัยในประเทศฟินแลนด์พบว่า การบริจาคโลหิตช่วยลดความเสี่ยงโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันในเพศชายได้ถึง 88 เปอร์เซ็นต์ เพราะโรคนี้มีความสัมพันธ์กับปริมาณธาตุเหล็กที่สะสมในร่างกาย หากมีสะสมมาก โอกาสเสี่ยงย่อมสูง เนื่องจากธาตุเหล็กส่งผลให้ไขมันทำปฏิกิริยาออกซิเจน จนหลอดเลือดตีบและกลายเป็นอาการกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน การบริจาคเลือดจึงช่วยให้ร่างกายลดภาวการณ์ สะสมธาตุเหล็ก ซึ่งเท่ากับลดความเสี่ยงโรคหัวใจลงด้วยนั่นเอง การบริจาคเลือดทุก 3 เดือน จึงเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่จะช่วยให้คุณมีสุขภาพดีขึ้นได้ด้วยตนเอง
รู้อย่างนี้แล้ว อย่าลืมไปช่วยกันบริจาคโลหิตนะคะ นอกจากจะได้บุญแล้ว ยังทำให้สุขภาพของเราดีขึ้นอีกด้วย
ที่มา : ขอบคุณสำหรับข้อมูลที่เป็นประโยชน์ค่ะ
http://www.drug2home.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=575427&Ntype=2
ขั้นตอนการบริจาคโลหิต
การบริจาคโลหิต คือการเก็บโลหิตจากผู้มีความประสงค์จะบริจาค แล้วนำโลหิตดังกล่าว ผ่านขบวนการคัดกรอง หากมีคุณสมบัติที่ดีจะถูกนำไปเก็บใน ธนาคารโลหิต หรือส่งไปยังโรงพยาบาลต่างๆ เพื่อนำออกมาใช้ในยามฉุกเฉิน
การบริจาคโลหิต สามารถทำได้ทุกๆ 3 - 4 เดือน ตามความเหมาะสมของสภาพร่างกายของบุคคลที่จะบริจาค ซึ่งผู้บริจาคจะต้องมีคุณสมบัติ ประกอบกับสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ซึ่งมีหน่วยเคลื่อนที่บริการในการรับบริจาคโลหิต หรือสามารถบริจาคได้ที่ศูนย์รับบริจาคประจำจังหวัด ของสภากาชาดไทย
เตรียมตัวก่อนบริจาคโลหิต
เพื่อที่ผู้บริจาค จะไม่ต้องเสียเวลาโดยไม่จำเป็น ในการรอบริจาค ผู้บริจาคควรสำรวจตนเองว่า มีคุณสมบัติเพรียบพร้อมสำหรับการบริจาคหรือไม่ ซึ่งผู้บริจาค ควรมีคุณสมบัติต่างๆ ดังนี้
เป็นผู้มีอายุระหว่าง 17 - 60 ปี
มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง น้ำหนักตั้งแต่ 45 กิโลกรัมขึ้นไป
ไม่มีประวัติการเป็นโรคมาลาเรีย ในระยะ 3 ปี
ไม่มีประวัติเป็นโรคตับอักเสบ หรือดีซ่าน ตัวเหลือง ตาเหลือง
ผู้หญิง ไม่อยู่ในระยะประจำเดือน หรือ มีครรภ์
ไม่ควรบริจาคหลังทำการผ่าตัด ในระยะ 6 เดือน
ผู้เคยรับโลหิตงดบริจาค 1 ปี
งดสูบบุหรี่ก่อนบริจาค 12 ชั่วโมง
ไม่ทานยาแก้อักเสบก่อนบริจาค 1 สัปดาห์
ไม่ได้รับเลือดจากผู้อื่นมาระยะ 6 เดือน
ไม่ได้รับวัคซีนภายใน 14 วัน เซรุ่มภายใน 1 ปี
ไม่ได้มีสัมพันธ์กับบุคคลอื่นที่มิใช่คู่สมรส
มีการนอนหลับสนิท ไม่ต่ำกว่า 6 ชั่วโมง
ไม่มีโรคประจำตัวที่เสี่ยงต่อการเกิดอันตรายต่อการบริจาคโลหิต เช่น กามโรค โรคติดเชื้อต่าง ๆ ไอเรื้อรัง ไอมีโลหิต โลหิตออกง่ายผิดปกติ หยุดยาก โรคเลือดชนิดต่าง ๆ โรคหอบหืด โรคภูมิแพ้ โรคลมชัก โรคผิวหนังเรื้อรัง โรคหัวใจ โรคไต โรคเบาหวาน โรคไทรอยด์ มะเร็ง หรือโรคอื่นๆ
ไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศสัมพันธ์ หรือสำส่อนทางเพศ ได้แก่ ท่านหรือคู่สมรสของท่าน เคยมีเพศสัมพันธ์กับหญิงหรือชาย ที่ขายบริการทางเพศ หรือ มีเพศสัมพันธ์แบบชายรักชาย
ไม่ทำการเจาะหู สัก ลบรอยสัก ฝังเข็มในช่วงเวลา 1 ปีที่ผ่านมา
ไม่มีประวัติติดยาเสพติด หรือเคยเป็นผู้ที่เสพยาเสพติดโดยใช้เข็มฉีดยา
ไม่เป็นผู้ติดเชื้อเอดส์
สตรีไม่อยู่ในระหว่างมีประจำเดือน ตั้งครรภ์หรือ ให้นมบุตร และไม่มีการคลอดบุตรหรือแท้งบุตรภายใน 6 เดือนที่ผ่านมา
งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ อย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนบริจาค
รับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง และยาธาตุเหล็กเพิ่ม
การบริจาค
เมื่อถึงหน่วยบริจาครับบริจาคโลหิต จะมีผู้เชี่ยวชาญหรือเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน นำใบกรอกเพื่อเขียนประวัติของผู้บริจาคและเซ็นชื่อยินยอม และยอมรับว่าข้อมูลทั้งหมดเป็นความจริง
เมื่อกรอกเรียบร้อยจะถึงขั้นตอนการวัดความดัน และตรวจโลหิตขั้นต้น เพื่อคัดกรองโลหิตในขั้นต้น และเพื่อความปลอดภัยของผู้บริจาคเอง
หลังจากนั้นผู้บริจาคจะถูกพามานอนบนเตียงบริจาคเพื่อเจาะเข็มเข้าเส้นเลือด เพื่อนำโลหิตใส่ยังถุงโลหิต เป็นจำนวน 350 - 450 มิลลิลิตร เจ้าหน้าที่นำเข็มเจาะออก ควรนอนพักเพื่อปรับสภาพสักครู่
เมื่อลุกออกจากเตียง ควรรับอาหารว่าง ที่ทางหน่วยบริการจัดเตรียมไว้ ซึ่งหลักๆ ได้แก่ น้ำหวาน (น้ำแดง) และ ขนมที่ทำมีธาตุเหล็ก พร้อมทั้งรับ ธาตุเหล็กกลับไปรับประทาน
การปฏิบัติตัวหลังการบริจาค
หลังจากการบริจาคโลหิตแล้ว ผู้บริจาคควรปฏิบัติตนหลังการบริจากตามคำแนะนำ เพื่อประโยชน์ของผู้บริจาคเอง ดังนี้
ดื่มน้ำมากกว่าปกติหลังบริจาคเป็นเวลา 2 วัน
งดออกกำลังกายที่ต้องเสียเหงื่อหลังการบริจาค หลีกเลี่ยงการทำซาวน่า
ผู้บริจาคโลหิตที่ทำงานใช้แรง หรือใช้กำลังมาก ควรหยุดพักหนึ่งวัน
รับประทานยาธาตุเหล็กที่ได้รับวันละ 1 เม็ด เพื่อป้องกันการขาดธาตุเหล็ก
หลีกเลี่ยงการใช้กำลังแขนข้างที่เจาะ เป็นเวลา 12 ชั่วโมง
ประโยชน์ของการบริจาคโลหิต
ได้รับความภาคภูมิใจ ในการบริจาค
ได้รับทราบหมู่โลหิตของตนเองในระบบ ABO และ ระบบ RH
เสมือนได้รับการตรวจสุขภาพร่างกาย เนื่องจาก โลหิตที่ได้รับบริจาค ต้องผ่านกระบวนการในห้องปฏิบัติการ หากเป็นโรคร้ายแรง ทางสภากาชาดจะส่งเอกสารข้อมูลไปยังที่อยู่ที่ลงทะเบียนไว้
ช่วยชีวิตผู้อื่นที่ต้องการเลือด เป็นการใช้ชีวิตต่อชีวิต
ขอบคุณข้อมูลจากสภากาชาด
คุณอยากบริจาคโลหิต กันรึยังคะ?
